วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

เทคโนโลยี 3G คืออะไร



3G โครงข่ายล้ำชีวิต


3G หรือ Third Generation

เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 อุปกรณ์การสื่อสารยุคที่ 3 นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสาน การนำเสนอข้อมูล และ เทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกัน เช่น PDA โทรศัพท์มือถือ Walkman, กล้องถ่ายรูป และ อินเทอร์เน็ต

3G เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องจากยุคที่ 2 และ 2.5 ซึ่งเป็นยุคที่มีการให้บริการระบบเสียง และ การส่งข้อมูลในขั้นต้น ทั้งยังมีข้อจำกัดอยู่มาก การพัฒนาของ 3G ทำให้เกิดการใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น


ลักษณะการทำงานของ 3G เมื่อเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว 3G มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น


เช่น บริการส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ ,รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่ ,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร, ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ เทคโนโลยี


3G น่าสนใจอย่างไร

จากการที่ 3G สามารถรับส่งข้อมูลในความเร็วสูง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ อย่างรวดเร็ว และ มีรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ประกอบกับอุปกรณ์สื่อสารไร้สายในระบบ 3G สามารถให้บริการระบบเสียง และ แอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่


เช่น จอแสดงภาพสี, เครื่องเล่น mp3, เครื่องเล่นวีดีโอ การดาวน์โหลดเกม, แสดงกราฟฟิก และ การแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่สร้างความสนุกสนาน และ สมจริงมากขึ้น


3G ช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้น โดย โทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือน คอมพิวเตอร์แบบพกพา, วิทยุส่วนตัว และแม้แต่กล้องถ่ายรูป ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น self-care (ตรวจสอบค่าใช้บริการ), แก้ไขข้อมูลส่วนตัว และ ใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์, ข่าวบันเทิง, ข้อมูลด้านการเงิน, ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ตารางนัดหมายส่วนตัว “Always On”


คุณสมบัติหลักของ 3G คือ

มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) นั่นคือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล

ซึ่งการเสียค่าบริการแบบนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย อุปกรณ์สื่อสารไร้สายระบบ 3G สำหรับ 3G อุปกรณ์สื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของอุปกรณ์ สื่อสารอื่น เช่น Palmtop, Personal Digital Assistant (PDA), Laptop และ PC



ทำไมเป็น 3.9G แต่ไม่เป็น 3G หรือ 4G แล้วเทคโนโลยี 3G กับ 3.9G มันต่างกันอย่างไร

3.9 จี เป็นการปรับปรุงจาก 3 จีที่จะวิ่งที่ความเร็ว 7.2 เมกะบิต ให้มีความเร็วเพิ่มสูงขึ้นเป็น 42 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ อุตสาหกรรมสื่อสารและโทรคมนาคมจะครึกครื้น มีแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย

สรุปแล้ว 3.9 จี เร็วกว่า 3 จีหลายเท่าตัว แถมยังแซงหน้าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือเอดีเอสแอลที่หลายบ้านเชื่อมต่อผ่านโมเด็มด้วย

3 จีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเมืองไทย เพราะคนยังเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ไม่ทั่วถึง จากปัจจุบันที่มีเพียง 3.2 ล้านเลขหมาย หากขยับมาเป็นบรอดแบรนด์ไร้สายยุค 3 จี และ ครอบคลุมทั่วประเทศจะเป็นช่องทางที่คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้มาก ขึ้นตามเป้าที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ตั้งเป้าไว้ที่ 80% ของประชากร

สำหรับคนที่กังวลด้านราคา คงไม่ต้องห่วงว่า 3 จี หรือ 3.9 จี จะราคาแพง เพราะผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสินใจ และผู้ให้บริการต้องแข่งขันกันเพื่อให้บริการที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้บริโภค

ความเร็วที่มากขึ้นของ 3.9 จี จะเป็นโอกาสดีสำหรับผู้บริโภคที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ที่จะช่วยให้เยาวชนค้นหาข้อมูลมาเสริมการเรียน หรือระบบอี-เลิร์นนิ่ง ขณะเดียวกันก็จะมีแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เข้ากับความต้องการและการใช้ชีวิตของคนที่หลากหลาย


ถ้าดูจริง ๆ 3.9 จี ก็ไวกว่า 3 จี อย่างน้อยประมาณ 20 เท่า ซึ่งสาเหตุที่ไม่กระโดดไป 4G นั้นเป็นเพราะ 3.9G นั้นอัพเกรดได้ง่ายกว่าและมีความพร้อมในเชิงพาณิชย์มากกว่า

ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/29528.html





วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

สัญญาลักษณ์ของอียิปโบราณ


สัญลักษณ์รูปตาที่เรามักจะเห็นกันบ่อยๆ ในศิลปะของอียิปต์นั้น เป็นสัญลักษณ์แทนดวงตาของเทพเจ้าของอียิปต์ที่มีความสำคัญมากองค์หนึ่ง นั่นคือ เทพฮอรัส เทพเจ้าแห่งท้องฟ้าที่มีศีรษะเป็นนกเหยี่ยว มีดวงตาข้างหนึ่งเป็นดวงอาทิตย์ และอีกข้างเป็นดวงจันทร์ เราจึงเรียกสัญลักษณ์นี้ว่า ดวงตาของฮอรัส (Eye of Horus หรือ wedjat) ที่แทนด้วยดวงตาของมนุษย์ที่มีหางตาเป็นแบบของเหยี่ยว และมีลวดลายสัญลักษณ์รอบๆ ตาซึ่งบางครั้งก็มีหยดน้ำตาด้วย โดยที่คนอียิปต์โบราณจะออกเสียงเรียกสัญลักษณ์นี้ว่า “udjat”



ชาวอียิปต์โบราณนับถือดวงตาของฮอรัสเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครอง และยังได้รับการเปรียบว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรอบรู้ สุขภาพดี และความมั่งคั่ง นอกจากนี้ คนโบราณยังเคารพดวงตาของฮอรัสเสมือนตัวแทนของอาณาจักรใหม่อันเป็นนิรันดร์จากฟาโรห์องค์หนึ่งไปสู่ฟาโรห์อีกองค์หนึ่ง โดยชาวอียิปต์เชื่อว่า สัญลักษณ์นี้มีพลังอำนาจมหาศาลและมีเวทมนตร์ที่ส่งผลต่อการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้กับโลกที่ไม่มีความมั่นคง และแก้ไขสิ่งที่ไม่เที่ยงธรรม รวมทั้งยังเชื่อว่า สัญลักษณ์ของสิ่งที่ไม่มีสิ่งใดทำลายได้นี้จะช่วยในการเกิดใหม่อีกครั้งด้วย



ทั้งนี้ ตามตำนานเทพโบราณ เทพฮอรัสเป็นโอรสของเทพโอซิริสและเทพีไอซิส ผู้ปกครองดินแดนลุ่มแม่น้ำไนล์ โดยมีเทพเซธคอยอิจฉาริษยาและพยายามหาทางแย่งชิงราชบัลลังก์ ต่อมาเทพเซธได้สังหารบิดาของเทพฮอรัสและแยกชิ้นส่วนไปทิ้งตามที่ต่างๆ ทั่วอียิปต์ ทั้งยังควักลูกตาของพระองค์ออกข้างหนึ่ง โดยมีเทพทอต เทพเจ้าแห่งความฉลาดรอบรู้ ผู้สนับสนุนศาสตร์ความรู้และศิลปะแห่งการเขียนเป็นผู้เก็บดวงตานั้นกลับมาและรักษาอย่างอดทนจนพระองค์หายดี และในที่สุดพระองค์ก็สามารถตามเก็บชิ้นส่วนของพระบิดากลับมาได้

ในปัจจุบัน สัญลักษณ์นี้ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว บางคนก็สักรูปดวงตาของฮอรัสเพื่อความเป็นสิริมงคลตามความหมายดั้งเดิมของอียิปต์โบราณ ตลอดจนเครื่องประดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แหวน สร้อย ต่างหูก็มีการออกแบบโดยใช้ดวงตาของฮอรัสเป็นต้นแบบอีกด้วย
ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/29503.html

ผู้ชายอันตราย!!!!!!!



เมื่อแจ่มนภารู้จักกับพงศกรใหม่ๆ เธอเห็นว่าเขาเป็นคนหน้าตาดี มีอนาคตไกล มีการศึกษาดีระดับปริญญา เธอรู้สึกทึ่งในตัวเขาและเมื่อเดินไปไหนด้วยกัน เธอก็จะรู้สึกภูมิใจที่เป็นคู่ควงของเขา

แม้ว่าบางครั้งเธอรู้สึกว่าเขาดูจะหลงๆ ตัวเองอยู่บ้าง เธอก็จะให้อภัยและบอกกับตัวเองว่า ก็คนเราถ้ามีอะไรพร้อมทุกอย่าง ก็น่าจะภาคภูมิใจในตัวเอง และเมื่อพงศกรขอแต่งงานกับเธอ เธอก็รู้สึกวา เธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก

แต่เมื่อแต่งงานไปได้สักพักเมื่อความ "หลงในรูป" ของเขาได้จางลงไปจากใจของเธอ เธอเริ่มเห็น "ตัวตน" ที่แท้จริงของเขา เธอเพิ่งจะเห็นว่า พงศกร เป็นบุคคลที่ถูกพ่อแม่ตามใจตั้งแต่เล็ก เมื่อเขาต้องการอะไรเขาจะต้องได้ และเขาก็จะคำนึงถึงแต่ความต้องการของตัวเขาเอง มากกว่าความต้องการของเธอ เขาเป็นชายหนุ่มที่ "หลง" ในรูปของตัวเองเป็นอย่างยิ่ง เขาจะใช้เวลาและเงินทองเป็นจำนวนมาก เพื่อตกแต่งและซื้อข้าวของมีราคามาประดับร่างกายของเขา ของทุกชิ้นมักเป็นของที่มียี่ห้องจากต่างประเทศ

แจ่มนภาเริ่มรู้สึกอึดอัดในการมีชีวิตคู่ร่วมกับเขา ยิ่งกว่านั้นเธอพบว่า ภายใต้เครื่องตกแต่งที่หรูเริ่ดนั้น เขาช่างไม่ใคร่มีอะไรในมันสมองที่จะเทียบเคียงกับเครื่องตกแต่งภายนอกของเขาเสียเลย เธอไม่เข้าใจว่าทำไม เธอจึงไม่เห็นสิ่งนี้ก่อนแต่งงานกับเขา

ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่กำลังเป็นปัญหาสำหรับเธอก็คือ เขามักชอบที่จะมีเพื่อนชายมาหน้าหลายตา มีบางคนเคยเตือนเธอว่า เขาเป็นคนที่ชอบทั้ง 2 เพศ เธอฟังแล้วไม่อยากจะเชื่อเลย แต่ขณะนี้เธอเริ่มไม่มั่นใจและรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำทั้งเป็น

เรื่องของแจ่มนภา เป็นเรื่องที่เคยเกิดแล้วกับผู้หญิงหลายคน ถ้าเราจะวิเคราะห์เรื่องของเธอ เราก็คงจะพูดได้คำเดียวว่า เธอไปหลงรักผู้ชาย "อันตราย" หนึ่งในหลายๆ ชนิดที่จะได้กล่าวถึงต่อไป



ผู้ชายอันตรายที่ผู้หญิงควรจะระวังตัวมีชนิดใดบ้าง ?


ผู้ชายอันตราย ที่คุณผู้หญิงน่าจะพิจารณาให้ดีก่อนเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย มีหลายประเภทเช่น


1. ประเภท "สามีคนอื่น"

ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว ถือเป็นอันตรายสูงสุดประเภทที่ 1 ที่ผู้หญิงโสดอย่าเผลอตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะชั้นเชิงของเขามีมากมาย ความจัดเจนในการมีครอบครัวแล้ว จะทำให้คุณหลงคารมเขาโดยง่าย คำพูดที่มักจะติดปากพวกผู้ชายภรรยาเผลอเหล่านี้ก็คือ
"ภรรยาไม่เข้าใจเขา"
"เขาไม่มีความสุขในครอบครัว"
"คุณเป็นผู้หญิงที่เข้าใจเขาที่สุด" ฯลฯ
เมื่อคุณฟังแล้วก็จะเคลิบเคลิ้มนึกว่าจริงทำให้ผู้หญิงบางคนปล่อยใจกายและบางทีทรัพย์สมบัติ ไปให้แก่ผู้ชายเหล่านี้ และก็ได้แต่เฝ้าคอยว่า เมื่อไรเขาจะเลิกกับภรรยา (ตามที่เขาบอกคุณ) แต่ในที่สุดการรอคอยของคุณก็ล้มเหลวเพราะเขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกกับภรรยาให้คุณเลย

ถ้าคุณเจอกับผู้ชายที่มีเจ้าของแล้ว และเขาแสดงทีท่าสนใจคุณพยายามหลีกหนีไปให้ไกล เพราะถ้าเผลอใจยุ่งเข้าไป คุณจะมีแต่ความทุกข์ เพราะไหนจะต้องมาผจญกับความอาฆาตมาดร้ายจาก "เมียหลวง" ของเขา และยังต้องมาผจญกับความรู้สึกผิดที่เกิดกับจิตใจตัวเอง เสียทั้งขึ้นทั้งล่องจริงๆ

2. ประเภท "ลูกติดแม่"

ถ้าคุณไปเจอปะเภทนี้ ก็เรียกได้ว่า คุณตายทั้งเป็น เพราะคุณกำลังนำตัวเข้าไปแข่งกับแม่ของเขา (ซึ่งคุณไม่มีทางชนะเลย) ถ้าเป็นผู้หญิงอื่น นังนั่น นังนี่ ก็ยังจะพอฟัดพอเหวี่ยงกันไหว แต่เมื่อคุณอาจหาญลง ไปแข่งแรลลี่กับแม่ของเขารับรองคุณมีแต่ทางแพ้กับแพ้

ผู้ชายประเภท "ลูกติดแม่" ไม่เพียงแต่ถูกแม่ตามใจจนเสียเด็กเท่านั้น ในสายตาของแม่เขานั้น ยังมองไม่เห็นว่า จะมีผู้หญิงคนใดเลยที่ดีพอสำหรับลูกชายสุดที่รักของเธอ เธออาจจะทำตัวหวานเย็นกับคุณในระยะแรก แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็จะแสดงความเกลียดชังในเหล่าหญิงสาวทั้งหลาย ที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทำให้คุณเริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ว่าเธอจะพูดถึงคุณกับคนอื่นๆ ว่าอย่างไร และเมื่อเขาอยู่กับแม่ของเขา เขาก็จะกลายเป็นลูกแหง่ที่แม่จะต้องคอยประคบประหงม และแม่เขาก็จะพูดกรอกหูอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่มีใครรักและสามารถปรนนิบัติเขาได้อย่างที่เธอทำให้เขา

เมื่อคุณรู้จักเขาเป็นครั้งแรก คุณแทบจะไม่มีวันรู้เลยว่า เขาเป็นประเภทลูกติดแม่ เพราะท่าทางเขาดูดี มีความรับผิดชอบสูง มีความอ่อนโยน และรู้จักหน้าที่ของพ่อบ้านเป็นอย่างดี แต่แท้ที่จริง ชีวิตเขาจะวนเวียนอยู่กับแม่ของเขาเสมอ เขาจะเป็นลูกชายที่แสนดีพาแม่ไปตากอากาศ ไปซื้อของ ไปทานอาหารและไปหาเธอแทบจะทุกวัน และหากคุณไปแต่งงานกับเขาและเผอิญอยู่ต่างบ้านกัน คุณก็จะได้รับโทรศัพท์จากแม่เขาพูดกับลูกชายอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเผอิญอยู่บ้านเดียวกัน เขาก็จะขลุกกับแม่ของเขามากกว่าคุณ และหากคุณบ่นถึงเรื่องนี้เขาก็จะบอกคุณว่า เขามีแม่เพียงคนเดียว ขอให้คุณเข้าใจเขา แล้วคุณจะทนได้หรือ ?

3. ประเภท "ขุนแผน"

กลุ่มนี้คือ ผู้ชายเจ้าชู้ทุกประเภท เป็นผู้ชายที่ชอบยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงหลายคนในเวลาเดียวกัน เขาอาจจะมีครอบครัวแล้วหรือยังโสดอยู่ก็ได้ เขาจะไม่สนว่าคุณจะมีสามีหรือไม่ เขาสามารถหาเหตุผล ที่จะเข้ามายุ่งกับคุณได้ตลอดเวลา และเขาก็ไม่สนว่าภรรยาและลูกของเขาจะเจ็บปวด เพราะการกระทำของเขาเพียงใด

พวกขุนแผนนี้ มักจะมีบาดแผลทางจิตใจสมัยเด็ก เขามักจะมาจากครอบครัวที่ไม่อบอุ่นนัก ความต้องการทางจิตใจมักจะไม่เคยได้รับการตอบสนองจากพ่อแม่ของเขา การ "ได้" ผู้หญิงคนแล้วคนเล่าของเขาจึงเปรียบเสมือนการแสวงหาสิ่งทดแทนการขาดความรักในช่วงวัยเด็ก แต่เนื่องจากเขาไม่สามารถกลับไปเป็นเด็กได้อีกครั้งหนึ่ง การแสวงหาสิ่งทดแทน จึงไม่สามารถทำให้จิตใจ ที่หิวโหยนี้เต็มอิ่มขึ้นมาได้จริงๆ

ถ้าคุณไม่อยากอกหักช้ำใจทั้งชาติ ก็หลีกผู้ชายชนิดนี้ไปให้ไกลๆ แต่คุณต้องระวังว่า ผู้ชายเจ้าชู้มักปากหวาน เอาใจเก่ง คุณไม่ควรไปหลงคารมของเขา ให้จำไว้ว่าหวานเป็นลมขมเป็นยาก็แล้วกัน แต่ถ้าคุณพลาดใจไปแต่งกับเขาเข้าแล้ว คุณก็ต้องทำใจว่า เขาไม่ใช่สมบัติของเรา แต่เป็นของแผ่นดินที่คุณต้อง "แบ่งกันกินกันใช้กับสาวอื่นก็แล้วกัน"

4. ประเภท "ยูงลำพอง"

พวกนี้จะเป็นผู้ชายแบบพงศกร ที่มักจะหล่อเหลา ท่าทางดูดีไปหมด ความหล่อของเขา ทำให้ดูจะหลงตัวเองมากไปหน่อย มองอะไรก็จะตื้นๆ แค่รูปลักษณ์ภายนอก ผู้ชายกลุ่มนี้มักจะแสวงหา ผู้หญิงสวยหรือรูปร่างหน้าตาเข้าทีมาควงคู่หรือแต่งงานด้วย เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ดูแลร่างกายให้หล่อเหลา และ "เนี๊ยบ" อยู่ตลอดเวลา

เมื่อพลังงานของเขาทุ่มอยู่กับการตกแต่งภายนอก ทำให้เขาลืมการ "ตกแต่งภายใน" ผู้ชายเหล่านี้ เมื่อมองผ่านเสื้อผ้าราคาแพงเข้าไป จึงมองไม่เห็นความน่าสนใจในตัวเขาเลย และเมื่อคุณพูดกับเขาสักพัก คุณก็จะรู้สึกเบื่อเพราะดูเหมือนมันสมองของเขามิได้รับการพัฒนาให้เจริญไปพร้อมๆ กับร่างกายเท่าใดนัก

นอกจากนี้เขาก็ยังมีการ "หลง" ในความหล่อของตนเองคล้ายดอกนาซิสซัสที่หลงเงาตัวเอง อย่างไรก็อย่างนั้น ผู้ชายประเภทนี้เหมาะจะเอาไปควงโชว์ในรายการ "โดมอนแมน" มากกว่าจะนำมาเป็นคู่ชีวิต

5. ประเภท "เจ้าเหนือหัว"

พวกนี้ชอบสำคัญตนผิด คิดว่าตนคือผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ ชอบบังคับให้ผู้อื่นมาอยู่ใต้อำนาจของเขา ถ้าคุณไปรักคนประเภทนี้ คุณก็ต้องรับคำสั่งเขาอย่างเดียว เขาอาจจะเข้ามาวุ่นวายกับการคบเพื่อนของคุณ การใช้ชีวิตของคุณ ถ้าไปไหนด้วยกันเขาก็จะเล่นบทผู้ปกครองของคุณและออกคำสั่งกับคุณตลอดเวลา คุณต้องหันซ้ายขวาตามที่เขาต้องการ ถ้าอยู่ห่างจากกัน เขาก็จะต้องพยายามให้รู้ได้ว่า คุณกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหนกับใคร แต่คุณจะต้องไม่หลงผิดคิดว่ามันคือ ความรัก ความห่วงใย เพราะแท้ที่จริงก็คือ เขาเป็นคนที่ชอบครอบงำผู้อื่น และต้องการใช้อำนาจของเขาบังคับให้คุณเป็นไปตามความต้องการของเขาเท่านั้น

ในตอนแรกๆ คุณอาจจะคิดดีใจว่า นี่เป็นลักษณะของผู้นำที่คุณแสวงหามานาน แต่จริงๆ แล้ว เขาแสดงลักษณะเผด็จการออกมาต่างหาก หาใช่การเป็นผู้นำไม่ ผู้ชายที่เป็นผู้นำมักจะให้เกียรติแก่ผู้หญิง ของเขาเสมอ แต่ผู้ชายชนิดนี้ไม่เคยให้เกียรติแก่ใครเลย

บุคคลประเภทนี้มักจะมาจากครอบครัวที่ไม่ใคร่ให้ความสำคัญกับเขามากนัก ทำให้เขาต้องมาแสดงอีโก้ หรือแสนยานุภาพนอกบ้านเอากับคุณ แล้วคุณทนได้หรือ ? รับรองว่าถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่มีความเคารพ ในตัวเองคุณย่อมทนไม่ได้แน่นอน

6. ประเภท "นักกายกรรม"

ประเภทนี้ได้แก่ผู้ชายที่ชอบลงมือลงไม้กับผู้หญิง เห็นผู้หญิงเป็นสมบัติส่วนตัวที่อยู่ในปกครอง คิดจะบีบก็จะตายคลายก็รอด บางทีก็จะเอาภรรยาหรือลูกเป็นแพะรับบาป เมื่อเขาเครียดจากที่ใดก็ตาม เช่น มีเรื่องกับหัวหน้างาน หาทางออกไม่ได้ก็จะนำความหงุดหงิดมาลงกับบุคคลที่เป็น "เหยื่อใกล้มือ" เพราะภรรยาและลูกโต้ตอบไม่ได้

บุคคลชนิดนี้ มักมีจิตวิญญาณคล้ายเด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง แม้ว่าร่างกายเขา จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ตาม แต่ภายในก็คือเด็กที่ขาดความอบอุ่น มีชีวิตในวัยเด็กที่ไม่รู้จักการได้รับ ความรักจากผู้ใด และไม่รู้จักวิธีที่จะเรียนรู้ที่จะถ่ายทอดความรักความอบอุ่นให้แก่ผู้อื่นโดยไม่ใช้ความรุนแรง เขามักจะมีพ่อแม่ที่ทุบตีกันให้เห็นอยู่เป็นประจำ ทำให้เติบโตมาด้วยภาพเงาของความรุนแรงในครอบครัว

เท่าที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นผู้ชายอันตรายหลายๆ ประเภทที่ผู้หญิงควรจะออกให้ห่าง อาจจะยังมีอีกหลายๆ ประเภทที่ไม่ได้นำมากล่าวทั้งหมด เช่น พวกนักเลงการพนัน พวกดื่มจัด หรือพวกรักร่วมเพศ เป็นต้น ที่กล่าวมาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ที่ผู้หญิงทั้งหลายควรจะต้องระวังให้ดี ถ้าจะมีความสัมพันธ์กับผู้ชายเหล่านี้ ถ้าคุณยังไม่ได้รักก็ควรพิจารณาให้รอบคอบ เพราะคนเราคิดจะมีแฟนทั้งที สมควรที่จะได้คนรักที่ดีและให้ความสุขแก่เราใช่ไหมคะ ?

ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/29511.html

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

รักกันเพราะอินเตอร์เน็ตมันจะดีหรือล่ม


ไม่นานมานี้ที่สหรัฐอเมริกา Facebook เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้คู่รักจับได้ว่า แฟนที่เรารักนักรักหนาแอบคบหากิ๊ก ถึงขั้นเป็นเอกสารที่ทำให้การฟ้องหย่าสำเร็จมาแล้วหลายคู่

เพราะ Facebook มัดแน่นจนเถียงไม่ออก บางคนอยากพิสูจน์ความซื่อสัตย์ของแฟนว่าจะใสซื่อเหมือนหน้าตาหรือเปล่า ปลอมตัวดีกว่าเป็นหญิงสาวแบ๊วใส ไวต่อความรู้สึก หลงทางเข้ามา Chat กับแฟนตัวเอง เพื่อลองใจทั้ง ๆ ที่ใกล้จะแต่งงานกันอยู่แล้วเชียว กะเล่นขำ ๆ คุย ๆ ไปคุยมาเลยลองถามคุณผู้ชายว่ามีแฟนหรือยัง ผู้ชายใกล้หมดวาระโสดเลยขอกระโดดโลดเต้นระยะสุดท้าย ตอบเสียงใส ๆ ยังไม่มีเลยจ้ะ ขอเบอร์หน่อยได้หรือเปล่า!!! หญิงสาวหน้าร้อนฉ่า ว่าที่สามีกำลังจะตีสนิทกับสาวทาง Chat ที่เขาไม่นึกว่าเป็นเราแกล้งให้เบอร์โทรที่เขาคงไม่คุ้น นัดแนะกันเรียบร้อยว่า 4 ทุ่ม คืนนี้จะโทรมา

พอ Log out ก็นั่งเศร้าล่ะทีนี้ เธอกำลังจะนอกใจหรือแค่หาเบี้ยใบ้รายทาง ถ้าเธอโทรมาจะบอกกับเธอว่าอะไร เล่นบทเด็กหน้าใสไปจนกว่าเธอจะแพ้ภัยตัวเองหรือสารภาพซะ ยอมรับกันไปตรง ๆ ว่า ฉันหลอกเธอเพื่อไปเจอว่าเธอพร้อมจะหลอกฉันตลอดเวลา ไม่รู้ว่าตอนนี้พิธีแต่งงานจะเดินหน้าหรือว่าควรหยุดไว้แค่นี้ เป็นแฟนกันยังหลอกได้หลอกดี ตอนเป็นสามี ยิ่งไม่รู้ว่าประโยคไหนดีที่ควรเชื่อเธอ

แต่ยังไงก็อย่าเพิ่งคิดว่าโลกออนไลน์เป็นสาเหตุแห่งหายนะอย่างเดียว หลายคนตามหาคนที่ใช่ เจอกันจนได้ใน Facebook บางคน Chat ไป Chat มา รู้ใจก่อนรู้จักหน้า ที่สมหวังกันมาก็เยอะ ประเภทคุยกันขำ ๆ ทำให้ช้ำซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็มีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ

ตอนนี้ถ้าใครเริ่มรู้สึกว่าออนไลน์ทีไร นึกถึงหน้าใครคนหนึ่งทุกที หัวใจเต้นถี่ ๆ เวลาเห็นเธอออนไลน์ น้อยใจน้ำตาไหลที่เห็นเขาออนไลน์แต่ไม่เห็นทักทายกัน แปลว่าเราเริ่มหลงใหลใครบางคนบนโลกไซเบอร์ซะแล้ว
ลองมาหาวิธีที่ช่วยตัดสินใจให้รู้กันไปว่า คนบางคนเราควรกดปุ่ม Enter หรือปล่อยให้มันเบลอ ๆ จนค่อย ๆ Delete ตัวเองไปในที่สุด

1. แค่อยากมีเพื่อนนะ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาหากิ๊ก

คุยกับตัวเองดี ๆ ก่อน การคุยกับเพื่อนใหม่ ๆ เหมือนการหาอะไรใส่ชีวิต แต่ถ้าตั้งหน้าตั้งตาหากิ๊ก วิธีคิด วิธีคุยเราจะเปลี่ยน อีกฝ่ายอาจรู้สึกเลี่ยน ๆ คล้าย ๆ จะโดนปล้ำทางตัวหนังสืออยู่ตลอดเวลา เอะอะคุยเรื่องอนาคต ยัง!!! บอกกับตัวเองดัง ๆ ก็แค่หาเพื่อนใหม่ อนาคตจะเป็นยังไงก็ช่าง อย่างน้อยตอนนี้ขอให้มีความสุขที่ได้คุยกัน

2. รู้หน้าไม่รู้ใจ

เห็นแค่ตัวหนังสืออย่าไปถือจริงจัง บางคนรู้สึกเป็นปัญหา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ใช่ปัญหา “พี่อ้อยคะ เค้าชอบบอกว่าคิดถึง หนูเลยสับสนว่าจะเริ่มต้นกันยังไงดี” คิดถึงเป็นคำสามัญที่ใช้กันอย่างธรรมดาน้อง อย่าคิดมากกับเรื่องเล็ก คนเรารู้สึกดีต่อใคร ก็พร้อมจะใส่คะแนนบวกให้เขาตลอดเวลา

3. อย่าออกตัวแรงกว่า คิดถึง 5 บอกซะ 3

เจอคนดีก็ดีไป เจอคนร้าย เขาจะยิ่งนึกสนุกในการปั่นหัว เพ้อทุกครั้งที่คุยกัน รู้สึกขาดเขาไม่ได้ มีอะไรพูดหมด บางคนแค่สนุกต่อการเล่นกับความรู้สึกของคนอื่น

4. หาข้อมูลเพิ่มเติมเสริมความมั่นใจ

ยิ่งเป็น Facebook ยิ่งง่าย เขามีเพื่อนเป็นใครบ้าง ลองคลิก ๆ เข้าไปดูทั่ว ๆ รูปที่เขาหรือเพื่อนเขาเอามาแปะน่ะ ประมาณไหน กอดคอถึงเนื้อถึงตัวไปทั่ว หรือวางตัวดีน่ารักประวัติไม่ด่างพร้อย

5. กระชับพื้นที่อีกนิด

ถ้ารู้สึกติดใจ อย่ามัวแต่คุยกันทาง MSN ฝัน ๆ เพ้อ ๆ กับตัวหนังสือ อินเทอร์เน็ตคือจุดเริ่มต้นที่คนมาเจอกัน แต่ถ้าจะคบกัน จงคบกันแบบความสัมพันธ์ปกติ ลองโทรคุย แล้วค่อยขยับมาเจอกัน แต่ขอให้เจอกันในระยะปลอดภัย อย่านัดทีไร ดูเสี่ยงภัยตลอด รู้ว่าชีวิตวัน ๆ ไม่ค่อยมีอะไรลุ้น แต่ลุ้นเรื่องนี้บางทีได้ไม่คุ้มเสีย...เพื่อนพ้องพี่น้องช่วยตามมาประกบในวันนัดพบวันแรก

6. ทำหลักฐานเพื่อยืนยันความสัมพันธ์

เจอกัน คบกัน คุยกัน ถ่ายรูปคู่กันไม่มีอะไรเสียหาย ขอเน้นแค่โพสต์ท่าปกติ อย่าถึงขั้น Pre Wedding หรือกอดจริงจูบจริงไม่ต้องใช้สแตนด์อิน อันนี้ก็เยอะไป เลือกรูปที่ดูเบา ๆ แล้วค่อย ๆ โพสต์ในเว็บของเรา ไม่ได้ต้องการประกาศอะไร แค่ตามหาผู้เสียหายที่อาจปรากฏกายให้เราไม่ต้องนั่งทายว่า เขามีคนอื่นอยู่ก่อนเราหรือเปล่า
ทั้งหมดเชื่อในตัวเองและเชื่อในความไม่แน่นอน คุยกันเรียนรู้กันไปแบบเห็นหน้าเห็นตา บางทีรู้หน้ายังไม่รู้ใจนับประสาอะไรกับการกดแป้นพิมพ์ อยากจะพูด อยากจะเป็นอะไร อยากโชว์นิสัยแบบไหน...บางคนคบกันเป็น 10 ปี อยู่ดี ๆ บอกว่าที่ผ่านมา เธอไม่ใช่ แต่พอคบคนใหม่ได้ 2 เดือนกว่า รีบประกาศซะดังว่าคนนี้ล่ะ คนที่ใช่


รักจะอยู่ยาวหรือชั่วคราว ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเจอกันยังไง จะเจอทาง Twitter, Facebook, MSN หรือครอบครัวสนิทกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่า เจอกันแบบไหนรักจะมั่นคงกว่ากัน เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ใช่จุดเริ่มต้น มันอยู่ที่ระหว่างทางต่างหาก

ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/29420.html

10 อันดับภาษาที่ใช้มากที่สุดบนอินเตอร์เน็ต

อันดับที่ 10 : Italian
Italian 2.6% 33,143,152 User

อันดับที่ 9 :
Korean
Korean



อันดับที่ 8 : Arabic
Arabic 3.7% มี 46,359,140 User

อันดับที่ 7 :
Portuguese
Portuguese 4.0% มี 50,828,760 User



อันดับที่ 6 : German
German 4.9% มี 61,912,361 User

อันดับที่ 5 :
French
French



อันดับที่ 4 : Japanese
Japanese 6.9 % มี 87,540,000 user

อันดับที่ 3 :
Spanish
Spanish 9.0% มี 113,463,158 user



อันดับที่ 2 : Chinese (Mandarin)
Chinese (Mandarin) 14.7% มี 184,901,513 User

อันดับที่ 1 :
English
English 30.1% มี 379,529,347 User

ที่มา: http://variety.teenee.com/foodforbrain/29421.html

10 อันดับภาษาที่ใช้มากที่สุดบนอินเตอร์เน็ต

อันดับที่ 10 : Italian
Italian 2.6% 33,143,152 User

อันดับที่ 9 :
Korean
Korean



อันดับที่ 8 : Arabic
Arabic 3.7% มี 46,359,140 User

อันดับที่ 7 :
Portuguese
Portuguese 4.0% มี 50,828,760 User



อันดับที่ 6 : German
German 4.9% มี 61,912,361 User

อันดับที่ 5 :
French
French



อันดับที่ 4 : Japanese
Japanese 6.9 % มี 87,540,000 user

อันดับที่ 3 :
Spanish
Spanish 9.0% มี 113,463,158 user



อันดับที่ 2 : Chinese (Mandarin)
Chinese (Mandarin) 14.7% มี 184,901,513 User

อันดับที่ 1 :
English
English 30.1% มี 379,529,347 User

ที่มา: http://variety.teenee.com/foodforbrain/29421.html

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

เคล็ดลับแก้ปวดนิ้ว หรือ นิ้วล็อค


ปฏิเสธไม่ได้ว่า มือของคนเรา เป็นอวัยวะสำคัญที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหยิบจับสิ่งของ หรือใช้งานในกิจอื่นๆ ทั้งเด็กที่จะต้องใช้มือเขียนหนังสือ พ่อแม่คนทำงานที่ต้องใช้มือกับแป้นพิมพ์ เขียนงานเอกสาร หรือใช้ในงานด้านต่างๆ ตลอดจนแม่บ้านที่ต้องใช้มือในการหิ้วตะกร้าจ่ายกับข้าว ชอปปิ้ง บิดผ้า

เมื่อมือ เป็นอาวุธสำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ใช้ทำงาน บางครั้งอาจถูกใช้งานอย่างหนัก โดยไม่ได้พัก หากเป็นเช่นนี้ ซ้ำๆ บ่อยๆ ย่อมมีความเสี่ยงต่อการเจ็บปวดตามมา สามารถนำพาไปสู่ภาวะนิ้วล็อค หรือ Trigger Finger ได้ในที่สุด

หากพูดถึง ภาวะนิ้วล็อค ทีมงานได้รับความรู้ว่า เป็นกลุ่มอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่มีการใช้มือทำงานอย่างหนัก ซึ่งจะมักมีอาการเจ็บร่วมกับมีเสียงดังกึก ทำให้เส้นเอ็นไม่โก่งตัวออกเมื่องอนิ้ว แต่เมื่อมีการอักเสบเส้นเอ็นจะบวมและหนาตัว ทำให้ลอดผ่านห่วงลำบาก จึงรู้สึกเจ็บและเกิดอาการนิ้วล็อคตามมา

นอกจากนี้ลักษณะการใช้งานของมือในแต่ละกิจกรรมจะใช้งานแต่ละนิ้วไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดนิ้วล็อคที่ตำแหน่งนิ้วต่างกันด้วย เช่น พ่อแม่ที่เป็นครู หรือนักบริหาร มักเป็นนิ้วล็อคที่นิ้วโป้งขวา เพราะใช้เขียนหนังสือมาก และใช้นิ้วโป้งกดปากกานานๆ ขณะที่แม่บ้านซักบิดผ้า มักเป็นที่นิ้วชี้ซ้ายและขวา แต่ทั้งนี้ภาวะดังกล่าวไม่มีอันตรายใดๆ เพียงแต่ให้ความรู้สึกเจ็บปวด และใช้มือได้ไม่ถนัด เป็นโรคที่สามารถป้องกัน และรักษาให้หายได้ ถ้ารู้จักวิธีดูแลตนเองอย่างถูกต้อง


สำหรับอาการ ในระยะแรกจะมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ กำมือไม่ถนัด หรือกำได้ไม่เต็มที่โดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอน พอใช้มือไปสักพักก็จะกำมือได้ดีขึ้น เวลางอที่จะเหยียดนิ้วมือมักจะได้ยินเสียงดังกึก ต่อมาจะมีอาการนิ้วล็อค คือ เวลางอนิ้วจะเหยียดขึ้นเองไม่ได้ มักเกิดกับมือข้างถนัดที่ใช้งาน ซึ่งอาจเป็นเพียงนิ้วเดียว หรือเป็นพร้อมกันหลายนิ้วก็ได้ บางรายอาจรุนแรงถึงนิ้วบวมชา ติดแข็งจนใช้งานไม่ได้

กายภาพมือง่ายๆ ก่อน "นิ้วล็อค" ถาวร!




1. ยืดกล้ามเนื้อแขน มือ นิ้วมือ โดยยกแขนระดับไหล่ ใช้มือข้างหนึ่งดันให้ข้อมือกระดกขึ้น-ลง ปลายนิ้วเหยียดตรงค้างไว้ นับ 1-10 แล้วปล่อยทำ 6-10 ครั้ง/เซต

2. บริหารการกำ-แบมือ โดยฝึกกำ-แบ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อนิ้วมือ และกำลังกล้ามเนื้อภายในมือ หรืออาจถือลูกบอลในฝ่ามือก็ได้ โดยทำ 6-10 ครั้ง/เซต

3. ท่าเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อที่ใช้งอ-เหยียดนิ้วมือ โดยใช้ยางยืดช่วยต้าน แล้วใช้นิ้วมือเหยียดอ้านิ้วออก ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วค่อยๆ ปล่อย ทำ 6-10 ครั้ง/เซต

ระวังตัวง่ายๆ ลดเสี่ยง "นิ้วล็อค"

1. ไม่หิ้วของหนักเกินไป ถ้าจำเป็นต้องหิ้วให้ใช้ผ้าขนหนูรอง และหิ้วให้น้ำหนักตกที่ฝ่ามือ อาจใช้วิธีการอุ้มประคองหรือรถเข็นลากแทน เพื่อลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือ


2. ควร ใส่ถุงมือ หรือห่อหุ้มด้ามจับเครื่องมือให้นุ่มขึ้นและจัดทำขนาดที่จับเหมาะแก่การใช้งาน ขณะใช้เครื่องมือทุ่นแรง เช่น ไขควง เลื่อย ค้อน ฯลฯ

3. งานที่ต้องใช้เวลาทำงานนานต่อเนื่อง ทำให้มือเมื่อยล้า หรือระบม ควรพักมือเป็นระยะๆ และออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อมือบ้าง

4. ไม่ขยับนิ้วหรือดีดนิ้วเล่น เพราะจะทำให้เส้นเอ็นอักเสบมากยิ่งขึ้น

5. ถ้ามีข้อฝืดตอนเช้า หรือมือเมื่อยล้า ให้แช่น้ำอุ่นร่วมกับการขยับมือกำแบเบา ๆ ในน้ำ จะทำให้ข้อฝืดลดลง

ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/29373.html