วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

ยุคปัจจุบันผู้หญิงขี้เหนียวจะมีเสน่ห์



สำหรับผู้ชายในยุคนี้แล้ว สาวที่รู้จักประหยัดในการใช้จ่าย อาจจะมีเสน่ห์ชวนให้หลงใหลยิ่งเสียกว่าผู้ที่สวมเสื้อผ้ารัดรูปเสียอีก

ทั้งนี้ เป็นผลสรุปจากการสำรวจครั้งใหม่ ของบริษัทการเงินยักษ์ ไอเอ็นจี ไดเร็ค ของอเมริกา พบว่า ผู้ชายส่วนใหญ่มากถึงร้อยละ 61 เห็นว่าการเลือกผู้หญิงที่มีนิสัยเช่นนั้น เป็นคนมีเสน่ห์น่ารักและฉลาด ซึ่งต่างกับความเห็นของผู้หญิงส่วนใหญ่ เพราะมีที่เห็นผู้ชายตระหนี่ถี่เหนียวว่าน่ารักและฉลาดเพียงร้อยละ 44 เท่านั้น

หนังสือพิมพ์รายวัน "เดอะ นิวยอร์ก เดลี่ นิวส์"รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า นายอาคากี คุลแมนน์ ผู้บริหารบริษัทการเงินยักษ์ กล่าวว่า "เราเห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า คนประหยัดเป็นคนฉลาด นอกจากนั้นยังพบว่า การที่ได้รู้นิสัยคู่หมั้นคู่หมายว่าเป็นคนประหยัดในการใช้จ่ายตั้งแต่ต้น จะยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ให้ยืนยงอีกด้วย".


ที่มา: http://variety.teenee.com/foodforbrain/29126.html

เตือน"กันยาสยอง" กรุงเทพฯ อัมพาตหนัก น้ำทุกทิศไหลสกรัม

คนกรุงสยอง 2 เดือนทิ้งทวนฤดูฝนเต็มรูปแบบ นักวิชาการดัง เตือน ก.ย.สุดอันตรายทั้งเขื่อนใหญ่ปล่อยน้ำ น้ำป่ารุนแรง น้ำทะเลหนุนหนัก เร่งภาครัฐรับมือ...

นายอังสุมาล ศุนาลัย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวผ่าน"ไทยรัฐออนไลน์"

ถึงสถานการณ์อากาศปัจจุบันว่า แม้ที่ผ่านมาถือว่าไม่น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่ฤดูฝนพักยก หลังจากที่ตกหนักติดต่อมาหลายวัน แต่นับจากเดือนกันยายนเป็นต้นไป จะเข้าฤดูฝนตกหนักเต็มรูปแบบทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ

“สาเหตุที่ระยะนี้ฝนไม่ค่อยตกตามเวลาเหมือนเดิมมาจากอิทธิพลของร่องความกดอากาศ ที่อ่อนกำลัง และจะลงมาใหม่อีก 3-4 วัน ส่วนเรื่องพายุที่บอกว่า จะเข้ามาในประเทศไทยหลายลูกนั้น ถือว่าโชคดีมาก ที่พายุหลายลูกพัดเข้าไปจีน และญี่ปุ่นกันหมด อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังมากในระยะเวลาอันใกล้ คือ ปริมาณน้ำสะสมตามเขื่อนต่างๆ เช่น เขื่อนจากภาคเหนือ และภาคอีสาน และหากฝนยังตกหนักแบบนี้ กลางเดือนหน้ากรุงเทพฯ จะวิกฤตมากๆ เนื่องจากเขื่อนต่างๆ จะปล่อยน้ำที่เต็มเขื่อนออกมา ถึงเวลานั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันก็คือ เวลาน้ำมากๆ พอเข้าฤดูหนาวภาคเหนือ-อีสานจะหนาวหนักขึ้นไปอีก จึงอยากจะให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ”


ด้าน ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

อธิบายถึงอิทธิพลของพายุเฮอร์ริเคน “เอิร์ล” ระดับ 4 (กว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งรุนแรงมากๆ ที่กำลังพัดถล่มหลายประเทศแถบทะเลแคริบเบียนอยู่ขณะนี้ว่า ประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่สิ่งที่คนไทยต้องตระหนักเดือนหน้าไทยจะได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนที่ เพิ่งเข้าเกาะไต้หวัน และประเทศจีน 2 ลูก ส่งผลให้ลมตะวันตกเฉียงใต้รุนแรงมากขึ้นแล้วก็พาฝนเข้ามาประเทศไทยมากมาย

“ตอนนี้ภัยแล้งได้หมดไปจากประเทศไทย แต่กลายสภาพมาเป็น “ลานิญ่า” จากน้ำท่วมแทน เนื่องจากสถานการณ์ปริมาณน้ำมาก ซึ่งจากข้อมูลที่เกาะติดพบว่าเดือนกันยายนน้ำจะเยอะมากๆ ในภาคกลาง แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากๆ ก็คือปริมาณน้ำใน “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” จังหวัดลพบุรี ซึ่งก็มีปริมาณน้ำก็เริ่มเต็มที่และจะต้องปล่อยน้ำออกมา ดังนั้นน้ำจะท่วมเต็มกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมน้ำทะเลก็หนุน น้ำป่าไหลหลากซ้ำแถมน้ำเหนือวิ่งมา จาก จ.พิจิตร จ.พิษณุโลก จ.สุโขทัย เข้ามาที่ จ.ชัยนาท จะมาท่วมสะสมที่ จ.นครสวรรค์ หลังจากนั้นก็จะวิ่งเข้ากรุงเทพฯปลายๆ เดือนกันยายนพร้อมกัน”

ทั้งนี้ บริเวณที่เป็นพื้นที่วิกฤตมากที่สุดนั้นคือ จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม และกรุงเทพฯ

“ด้วยสถานการณ์น้ำไหลมาร่วมกันมากมายเช่นนี้ผมเชื่อว่ามันจะทำให้กรุงเทพฯเป็นอัมพาตจากน้ำท่วมขังได้ จึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนอยู่ในที่ราบรับมือด้วย” ประธานกรรมการมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวในที่สุด

ที่มา: http://tnews.teenee.com/crime/54915.html

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แผ่นแปะ แก้สมองเสื่อม




เมื่อป่วยไข้ด้วยโรคใด ๆ ก็ตามแต่ สิ่งจำเป็นคือการรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดจึงจะหาย

เช่นเดียวกับ 'โรคสมองเสื่อม' ที่ผู้ป่วยต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่อง แต่เพราะตัวผู้ป่วยเองที่มักมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับยาง่าย ๆ ขณะที่บางรายเป็นคนรับประทานยายากอยู่แล้วเป็นทุน บ้างก็กลัวผลข้างเคียง อย่าง คลื่นไส้ อาเจียน จึงหลบเลี่ยงการรับประทานยาเสียดื้อ ๆ

ด้วยเหตุผลข้างต้น นวัตกรรมทางการแพทย์จึงพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาผู้ป่วยไม่ยอมรับยา ด้วยการทำ 'แผ่นแปะ' รักษาโรคสมองเสื่อมขึ้นมา ซึ่งเดลินิวส์ออนไลน์ได้ข้อมูลดี ๆ มาจากเอกสารแผ่นแปะสำหรับโรคสมองเสื่อม ของบริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด นั่นเอง

สำหรับแผ่นแปะดังกล่าวมีลักษณะเป็นแผ่นซิลิโคน มีตัวยารักษาโรคสมองเสื่อมซึ่งจะซึมผ่านผิวหนังลงไปสู่กระแสเลือด การใช้งานไม่ยาก เพียงตัวผู้ป่วยหรือผู้ดูแลแปะไปที่ผิวหนังบริเวณหลัง หน้าอก หรือแขนส่วนบนก็ใช้ได้ตลอดทั้งวัน แม้ใจตอนอาบน้ำ ถูสบู่ แผ่นแปะก็ไม่หลุดลอกออกไปง่าย ๆ

ที่สำคัญ การใช้แผ่นแปะยังไม่มีผลข้างเคียงเหมือนกับการรับประทานยา เนื่องจากตัวยาจะออกฤทธิ์อย่างคงที่เพราะมีสารควบคุมการปลดปล่อยตัวยา โดยนวัตกรรมดังที่กล่าวมานี้ผ่านการอนุมัติจากองค์กรอาหารและยาแล้ว.

ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/28415.html

การแข่งขันเกมชีวิต











http://variety.teenee.com/foodforbrain/29019.html

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

รู้ทันแก๊งคอลเซ็นเตอร์



รู้ทันภัย 'แก๊งคอลเซ็นเตอร์'

ปลอมเบอร์โทรหลอกโอนเงิน!

"แก๊งคอลเซ็นเตอร์”
กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน โดยหลายรายที่ ตกเป็นเหยื่อต่างสูญเงินไปกับกลโกงมากมายมหาศาล แต่เมื่อภาครัฐเร่งจับและให้ความรู้กับประชาชน
กลุ่มมิจฉาชีพกลับใช้อุบายในการปลอมเบอร์ของทางราชการหรือธนาคารเพื่อหลอกประชาชนให้หลงเชื่อ!!

การหลอกเหยื่อโดยใช้การโทรฯผ่าน เครือข่าย “วีโอไอพี” โดยการปลอมเลขหมายหน่วยงานราชการและธนาคารเริ่มมีความแพร่หลายอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นประชาชนควรมีความรู้เพื่อป้องกันตนเองจากกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่หลอกให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มมีมานานแล้ว แต่มีการพัฒนารูปแบบการหลอกใหม่ ๆ ขึ้น ล่าสุดได้มีการนำระบบ “วีโอไอพี” ของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มาดัดแปลง ด้วยการป้อนข้อมูลเบอร์โทรฯของหน่วยงานราชการและธนาคาร เพื่อให้เลขหมายดังกล่าวไปปรากฏขึ้นบนจอมือถือของผู้รับ เพื่อให้ผู้รับไม่ได้ระวังตัวเนื่องจากเป็นเลขหมายของสถานที่ราชการ ในอีกกรณีหนึ่ง มิจฉาชีพจะโทรฯมาโดยไม่แสดงเลขหมายบนมือถือผู้รับ หรือเบอร์เลขหมายที่มีมากกว่าปกติเหมือนกับเบอร์โทรฯต่างประเทศโทรฯเข้ามา เพื่อไม่ให้เหยื่อโทรฯติดต่อได้ง่าย

“ระบบวีโอไอพี”
พัฒนาขึ้นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการสื่อสารที่ มีราคาถูกลง โดยต้นสายสามารถคุยผ่านไมโครโฟนที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ไปยังปลายสายที่เป็นคอมพิวเตอร์ด้วยกันหรือโทรศัพท์ปลายทาง โดยส่วนใหญ่จะใช้ในการโทรฯจากต่างประเทศมาไทย เมื่อโทรฯมาจะมีผู้ให้ ใช้บริการในไทยเชื่อมต่อสัญญาณไปยังมือถือปลายสาย

การใช้วีโอไอพีเพื่อหลอกลวงส่วนใหญ่ บรรดาแก๊งมิจฉาชีพจะใช้วิธีตั้งออฟฟิศขึ้นในต่างประเทศเพื่อที่จะโทรฯมาหลอกคนไทย ขณะเดียวกันคนต่างชาติก็มาตั้งออฟฟิศเพื่อโทรฯหลอกคนประเทศตนเองในไทย แก๊งเหล่านี้น่าจะเป็นเครือข่ายเดียวกัน ด้วยพฤติกรรมการหลอกและการทำงานมีความใกล้เคียงกัน

ดังนั้น ประชาชนทั่วไปไม่ควรโทรศัพท์ขณะกดเอทีเอ็ม เนื่องจากมิจฉาชีพจะหลอกเพื่อให้ไปกดเอทีเอ็มแล้วพูดให้เหยื่องง จนหลงเชื่อกดโอนเงินไปยังบัญชีคนร้าย หรือในบางกรณีคนร้ายเร่งเพื่อให้เหยื่อกดตามคำสั่งจนไม่ได้อ่านตัวอักษรบนตู้ เอทีเอ็ม ไม่ว่าหน่วยงานใดก็ตามไม่มีนโยบายให้โทรศัพท์ไปด้วยกดเอทีเอ็มไปด้วย หากประชาชนเจอสถานการณ์ในกรณีดังกล่าวให้สังหรณ์ใจไว้ว่ากำลังถูกหลอก บางประเทศมีนโยบายไม่ให้โทรศัพท์ขณะกดเอทีเอ็มเพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยเมื่อเข้าใกล้ตู้เอทีเอ็มจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

ในบางกรณีเหยื่อก็หลงเชื่อมิจฉาชีพที่โทรฯมาโดย ใช้เบอร์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พอเหยื่อโทรฯกลับไปสอบถามก็พบว่า มีคนดังกล่าวอยู่ในหน่วยงาน แต่ไม่ได้คุยสาย พอหลังจากนั้นมิจฉาชีพจะโทรฯมาอีกครั้งแล้วให้เหยื่อโอนเงิน

หากหลงเชื่อโอนเงินไปแล้ว ควรเก็บสลิปที่ออกมา จากตู้เอทีเอ็มและโทรฯไปยังธนาคารเพื่อระงับการทำธุรกรรมภายใน 2-3 นาที หลังจากโอนเงิน ในอนาคตตำรวจและธนาคารควรมีเบอร์โทรฯกลางเพื่อแจ้งในการระงับการทำธุรกรรมและสืบหาตัวผู้กระทำผิดได้อย่างทันท่วงที

กลวิธีที่มิจฉาชีพนิยมนำมาหลอกเหยื่อคือ

1.โทรฯสุ่มโดยไม่เลือก โดยใช้คอลเซ็นเตอร์ ที่อัดเทปเกลี้ยกล่อม ให้เหยื่อกดต่อไปยังพนักงานแล้วทำการหลอกให้โอนเงิน

2.มิจฉาชีพจะทำการโทรฯมาก่อนเพื่อหลอกให้ตอบคำถาม เช่น เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน ชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชีธนาคาร หลังจากนั้นจะมีอีกสายโทรฯมาบอกว่า โทรฯมาจากหน่วยงานต่าง ๆ และสามารถบอกเลขที่บัญชีธนาคารและชื่อจริงตามที่มิจฉาชีพรายแรกได้โทรฯมาสอบถามก่อนแล้วซึ่งพอเหยื่อได้รับสายที่สองจะหลงเชื่อเพราะรู้ข้อมูลส่วนตัว แต่แท้ที่จริงทั้งสองสายเป็นแก๊งมิจฉาชีพ!

“สิ่งที่ต้องเร่งทำตอนนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความรู้กับประชาชน และเตรียมเชิญผู้ให้บริการวีโอ ไอพีในไทยวางระบบเพื่อป้องกันการปลอมเบอร์โทรฯ โดยผู้ที่กระทำผิดมีโทษทางกฎหมายเกี่ยวกับการฉ้อโกง ซึ่งหากท่านตกเป็นเหยื่อควรแจ้งตำรวจเพื่อเร่งดำเนินคดี หรือโทรฯมาที่สายด่วน 1200 หรือสายด่วน 1155 และสายด่วน 1135 โดยจะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง”

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ ผู้อำนวยการโปรแกรมเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ให้ความเห็นตรงกันว่า เวลาโทรศัพท์ไม่ควรกดเอทีเอ็มเพราะไม่มีหน่วยงานใดให้โทรศัพท์ไปด้วยกดเอทีเอ็ม ไปด้วย

ดังนั้นในเบื้องต้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรออกหนังสือเตือนให้ประชาชนและคนในหน่วยงานทราบ เนื่องจากถ้าตกเป็นเหยื่อไปแล้วย่อมสร้างความเสียหายต่อตนเอง การป้องกันด้วยการสร้างโปรแกรมป้องกันเบื้องต้นอาจต้องใช้เวลาและ ผู้ให้บริการต้องทำความเข้าใจกับผู้ใช้อย่างถี่ถ้วน

“วีโอไอพีเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ค่าใช้จ่ายต่ำ ซึ่งถ้าต้องการควบคุมพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพไม่ควรสร้างผลกระทบต่อผู้ใช้บริการที่มีความจำเป็น จริง ๆ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมานั่งคุยกันเพื่อพัฒนาระบบไม่ให้มีการ ปลอมแปลงเบอร์”

อนาคตน่าจะมีการหลอกลวงโดยใช้ชื่อคนที่มี ชื่อเสียงมากขึ้น ซึ่งหากใครได้รับโทรศัพท์ที่อ้างว่า มาจากหน่วยงานและผู้ที่มีชื่อเสียงให้โอนเงินไม่ควรหลงเชื่อ!

ขึ้นชื่อว่า “เทคโนโลยี” นอกจากจะมีคุณประโยชน์แล้วยังมีโทษ ดังนั้นประชาชนควรระแวดระวังเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อรายต่อไปของกลุ่มมิจฉาชีพ.

วีโอไอพี คืออะไร?


วีโอไอพี (VoIP) ย่อมาจาก วอยส์โอเวอร์ไอพี (Voice over Internet Protocol) เป็นการสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือโครงข่ายอื่น ๆ ที่ใช้อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล สัญญาณเสียงจะถูกตัดแบ่งเป็นแพ็กเกจวิ่งผ่านไปบนโครงข่ายที่ใช้สำหรับการสื่อสารข้อมูลทั่วไป แทนการใช้วงจรเฉพาะตามวิธีการสื่อสารในระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิม เปรียบได้กับการให้รถยนต์วิ่งแทรกกันได้ตามช่องว่างที่มีอยู่ของถนน แทนการให้รถยนต์คันเดียวจองถนนวิ่งแบบผูกขาด ข้อดีของวีโอไอพีก็คือการสามารถใช้โครงข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถให้บริการได้ในอัตราค่าบริการที่ถูกลงมาก

ในการใช้บริการวีโอไอพี ผู้ใช้บริการจะต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก่อน หลังจากนั้น สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า ซอฟต์โฟน และไมโครโฟนกับหูฟัง เพื่อพูดคุยกับปลายทางได้ ในปัจจุบัน มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า อะนาล็อกเทเลโฟน อะแด็ปเตอร์ เข้ามาแทนการใช้คอมพิวเตอร์ ต่อกับอินเทอร์เน็ต และใช้เครื่องโทรศัพท์อะนาล็อกที่ใช้งานตามบ้านหรือสำนักงานทั่วไปในการโทรศัพท์แบบวีโอไอพีได้ ทำ ให้ได้รับความสะดวก และมีความรู้สึกไม่แตกต่างจากการใช้โทรศัพท์แบบดั้งเดิม

การใช้งานวีโอไอพี สามารถใช้งานได้ทั้งในการโทรศัพท์ถึงปลายทางที่เป็นวีโอไอพีเช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีการเก็บค่าบริการ แต่ทั้งสองข้างจะต้องออนไลน์พร้อมกัน หรือจะโทรฯไปยังปลายทางที่เป็นหมายเลขโทรศัพท์ปกติ ทั้งโทรศัพท์ประจำที่ หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ได้ ในกรณีนี้จะต้องมีการสมัครเป็นสมาชิกของบริการและชำระค่าบริการล่วงหน้า แต่ค่าบริการจะถูกกว่าการโทรศัพท์ปกติมาก.

ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/28756.html

คติเตือนใจ



1. นึกว่าเสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับเธอ 3 ชั่วโมง
2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่าเค้าต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้งแน่!
3. หลับตานิ่งๆ ซัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรตรงหน้ามันช่างยากจัง
4. ระหว่างแปรงฟันถ้าฮัมเพลงด้วยไปจนจบจะทำให้ฟันสะอาดขึ้น 2 เท่าแน่ะ
5. เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาติธรรมดาก็จะอร่อยขึ้นเยอะ



6. ควรหัดพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ให้เคยปากมากกว่าการพูดคำว่า “จะเอายังไง”
7. สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง เรื่องที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้จึงเล่าให้มันฟังได้
8. อาหารที่ไม่ชอบกินตอนเด็ก ลองตักเข้าปากอีกที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด
9. เขียนชื่อคนที่เธอเกลียดใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้งความเกลียดจะเบาบางลงเรื่อยๆ
10. ให้ปล่อยน้ำตาไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้ง จะดูไม่ออกว่าเพิ่งร้องไห้มา




11. ก่อนจะซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันให้ได้อย่างน้อย 3 ข้อก่อน
12. ถึงเสื้อกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าสลับกันไปเรื่อยๆก็ดูเหมือนจะเยอะขึ้น
13. เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ ดีกว่าคนได้เยอะจนจำชื่อคนให้ไม่หมด
14. ในวันที่รู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ เดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองซักดอกแล้วจะดีขึ้น
15. แอบรักใครซักคน ยังไงก็ดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึก “รัก” เป็นยังไง




16. ถึงจะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแต่งตัวสวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นี่
17. พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบเล่มอาจไม่สนุกแต่มีประโยชน์แฝงอยู่
18. วันที่ตื่นเช้าๆ ให้บิดขี้เกียจนานที่สุดเท่าที่จะทำนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกายน่ะ
19. รู้รึเปล่าว่าดอกไม้ที่บานอยู่กับต้น ยังไงก็อยู่ได้นานกว่าบานในแจกัน
20. ทะเลาะกับใครๆ พร้อมรอยยิ้ม เรื่องราวจะจบง่ายกว่าที่คิดเยอะ




21. เอารูปตัวเองตอนเด็กๆ มาดูตอนเครียดอารมณ์จะดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
22. พยายามหาข้อบกพร่องของคนที่เธออิจฉาอย่างน้อยก็มีข้อปลอบใจตัวเองบ้าง!
23. โทรไปหาแฟนแล้วพูดแคคำเดียวว่า “คิดถึง” พอวางสายแล้วต้องยิ้มทั้งคู่
24. ในวงสนทนาถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะคุยอะไรรอยยิ้มช่วยแก้สถานการณ์ได้
25. ค่อยๆ เดินทอดน่องแบบสบายๆ ในวันที่ไม่มีธุระให้ต้องไปสะสาง


26. ซื้อของฝากทุกคนในบ้าน ก็เหมือนกับการซื้อของฝากตัวเองนั่นแหละ
27. จะหน้าตายังไงก็แล้วแต่ ถ้าทิ้งขยะลงพื้นก็กลายเป็นขี้เหร่ได้ทันตาเห็น
28. นั่งสมาธิให้นานๆ และบ่อยๆ ก็ทำให้ผิวสวยขึ้นได้เหมือนกัน
29. นอกจากตอนที่เคี้ยวข้าวแล้ว ไม่ว่าก่อนหรือหลังกินก็หัวเราะได้อร่อย
30. จินตนาการถึงเรื่องที่อยากมีหรืออยากเป็นคือยานอนหลับอย่างหนึ่ง




31. อ่านหนังสือหรือการ์ตูนโปรดเป็นการเติมน้ำมันให้ตัวเองอย่างดี
32. ยังไม่มีใครเคยแย้งว่า การอาบน้ำไม่สามารถคลายเครียดได้จริงๆ
33. ก่อนจะด่าใครให้นับ 1 ถึง 50 เผลอๆ อาจจะไม่อยากด่าแล้วก็ได้
34. ไม่ต้องทำยังไงกับเพื่อนที่หักหลังก็แค่อย่าเรียกเค้าว่าเพื่อนก็พอแล้ว
35. รักครั้งแรกส่วนใหญ่ก็อกหักทั้งนั้น น่าจะดีใจที่ไม่แปลกกว่าชาวบ้านเค้า




36. การที่ทำของหายอาจเป็นการใช้หนี้ของชาติที่แล้วให้คนอื่นที่เก็บมันได้
37. ถึงจะไม่มีเงินอยู่ในกระเป๋าซักบาท ยังดีกว่าไม่มีเสื้อผ้าให้ใส่ตั้งเยอะ
38. หนี้ที่โดนเบี้ยวไป ทำให้เรารู้จักใครบางคนดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลามาก
39. คนอื่นไม่เข้าใจเราไม่เห็นแปลก ในเมื่อเราก็ไม่เข้าใจคนอื่นเหมือนกัน
40. ไม่ต้องช่วยใครๆ ด่าตัวเอง ถ้าสิ่งที่ทำไปแน่ใจว่าพยายามเต็มที่แล้ว




41. วิ่งให้เหนื่อยมากๆ ความโกธรจะได้ถูกขับออกมาพร้อมกับเหงื่อ
42. ถ้ากลัวจะนอนฝันร้าย สวดมนต์ก่อนนอนเหมือนตอนเด็กๆ ดูสิ
43. ของฝากสำหรับคนห่างไกล คือการโผล่ไปเซอร์ไพรส์ด้วยตัวเอง
44. เพลงจังหวะมันๆ ทำให้คนฟังกระปรี้กระเปร่าได้โดยอัตโนมัติ
45. อย่าเดาว่าอะไรอยู่ในกล่องของขวัญ แล้วจะไม่รู้จักคำว่าผิดหวัง

ที่มา: http://variety.teenee.com/foodforbrain/28952.html

เตือนแป้งพับก็อปปี้แบรนด์เนมชื่อดังเสี่ยงมะเร็ง

คมชัดลึก :กรมวิทย์เตือนใช้แป้งพับก๊อบปี้แบรนด์เนมชื่อดังปนเปื้อนสารโลหะหนักเพียบ ทั้งสารหนู ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท สะสมนานชี้เป็นปัจจัยเสริมก่อมะเร็ง เผยแหล่งขายตามแนวชายแดนสุดอันตราย เหตุพบปนเปื้อนมากที่สุด แนะวิธีการเลือกซื้อ ดูแหล่งผลิต วันผลิตและวันหมดอายุ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่โรงแรมแชงกรี-ลา บางรัก กทม. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขจัดการประชุมวิทยาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 18

หัวข้อ “นวัตกรรมก้าวไกล เครือข่ายยั่งยืน” โดยนางกันยารัตน์ ชลสิทธิ์ เภสัชกรผู้ชำนาญการ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 ได้นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “การปนเปื้อนโลหะหนักในแป้งผัดหน้าชนิดอัดแข็ง” (แป้งพับ) ซึ่งพบการปนเปื้อนโลหะหนักในตัวอย่างที่สุ่มตรวจ


นางกันยารัตน์กล่าวว่า สาเหตุที่วิจัยการปนเปื้อนในแป้งพับ

เนื่องจากเห็นว่าแป้งพับเป็นเครื่องสำอางที่ผู้ใหญ่ในยุคปัจจุบันนิยมใช้เป็นประจำทุกวัน และที่ผ่านมายังไม่เคยทดสอบการปนเปื้อนโลหะหนัก อาทิ สารปรอท แคดเมียม สารตระกั่ว และสารหนู ในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจในครีมทาหน้าชนิดต่างๆ เท่านั้น จึงอยากรู้ว่าแป้งพับที่ขายอยู่ในท้องตลาดทั่วไปมีการปนเปื้อนของสารโลหะหนักหรือไม่ จึงได้นำเสนอโครงการวิจัย โดยได้เก็บตัวอย่างแป้งพับที่จำหน่ายในแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งหมด 393 ตัวอย่าง แยกเป็นเครื่องสำอางที่เก็บจากร้านค้าทั่วไป 323 ตัวอย่าง และร้านค้าที่ตั้งอยู่ตามเขตชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน 70 ตัวอย่าง



นางกันยารัตน์กล่าวว่า ผลจากการตรวจพบว่า ตัวอย่างแป้งพับจากร้านค้าชายแดนมีปริมาณโลหะหนักปนเปื้อนเกิน 12 ตัวอย่าง จาก 70 ตัวอย่าง

คิดเป็นร้อยละ 17.2 โดยพบว่า มีการปนเปื้อนสารหนูมากที่สุด รองลงมาเป็นตระกั่ว แคดเมียม และปรอท และร้านค้าทั่วไปพบ 10 ตัวอย่าง จาก 323 หรือคิดเป็นร้อยละ 3.1 โดยพบสารหนู ตะกั่ว แคดเมียม แต่ไม่พบปรอท ทั้งนี้แม้ว่าปริมาณตัวอย่างการปนเปื้อนจะมีไม่มาก แต่ที่น่าสนใจคือ ใน 17 ตัวอย่างจาก 22 ตัวอย่างแป้งพับที่ปนเปื้อนนี้ เป็นแป้งพับที่ลอกเลียนแบบยี่ห้อดังของต่างประเทศ ขณะเดียวกันตัวอย่างแป้งพับที่มีแหล่งผลิตอยู่ในประเทศไทย เช่น ที่โรงงานสมุทรสาคร สมุทรปราการ ซึ่งมีการระบุวันผลิตและวันหมดอายุในฉลากผลิตภัณฑ์ กลับไม่พบการปนเปื้อนของโลหะหนักเหล่านี้


“จากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า แป้งพับที่เป็นปัญหาพบสารปนเปื้อนส่วนใหญ่จะเป็นแป้งพับที่ก๊อบปี้แบรนด์ดังจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากฝรั่งเศสและอเมริกา นอกจากนี้ยังมีแป้งพับก๊อบบี้แบรนด์เครื่องสำอางประเทศเกาหลีที่กำลังฮิตในประเทศ ดังนั้นการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จึงต้องระวังในกลุ่มสินค้าที่ลอกเลียนแบบมากที่สุด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีระบุสถานที่ผลิต วันผลิตและวันหมดอายุ ส่วนเครื่องสำอางแบรนด์เนมนั้น ไม่ได้เก็บตัวอย่างตรวจ แต่เชื่อว่าไม่เป็นปัญหา เนื่องจากมีราคาแพง การใช้วัตถุผลิตที่ดีมีคุณภาพ และมีมาตรฐานควบคุมการผลิตที่ดี” นางกันยารัตน์กล่าว


ด้าน นายชัยพัฒน์ ธิตะจารี เภสัชกรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 กล่าวว่า สารปนเปื้อนโลหะหนักเหล่านี้

หากดูดซึมเข้าร่างกายเป็นเวลานาน จะทำให้ไตทำงานผิดปกติและอาจเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้ คล้ายกับที่ร่างกายได้รับสารตกค้างจากโรงงานอุตสาหกรรมและมลภาวะที่เป็นพิษ อย่างไรก็ตามจากงานวิจัยนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 ได้ต่อยอดจากงานวิจัยชิ้นนี้ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้แป้งพับของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง และกลุ่มอาชีพที่ใช้แป้งพับเป็นประจำ โดยการใช้แบบสอบถาม ซึ่งได้เก็บตัวอย่างแล้วจำนวน 1,200-1,300 ตัวอย่างทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์เพื่อสรุปความเสี่ยงของคนไทยในการใช้แป้งพับนี้

ที่มา: http://tnews.teenee.com/etc/54636.html